~ "เขียนรัก" ด้วย "โปรดปราณ"1 ~
posted on 15 Feb 2012 02:12 by mdwitchery

























ระยิบพราววาววับประดับฟ้า
พร่างนภาลอยเด่นเล่นลมหนาว
วะวิบวับประกายรับประดับพราว
ดั่งดูดาวเดือนเด่นเห็นงามตา
จอมขวัญข้า นะคนดีจงมีสุข
ไร้ซึ่งทุกข์ฝากวจีที่ด่ำค่า
ดาวแห่งใจจะสดใสแลโสภา
เพ็ญนภาจะร่ำหาใช่ดาวราย
อย่าเพียงหน่ายปรายฤดีวจีเถิด
ให้พริ้งเพริศในคืนนี้มิมีหน่าย
แห่งอ้อมกอดจะพลอดรักมิพักวาย
เช้าบ่ายสาย แห่งห้วงใจในคำนึง
เพียงนึกถึงก็ซึ้งพอพะนอรัก
นอนหนุนตักจะโอบเจ้าเฝ้าฝันถึง
บทเพลงกล่อมจะหวิวไหวในคำนึง
แลใจหนึ่งคงคิดถึงเพียงผู้เดียว


มองออกไปให้สุดตาขอบฟ้ากว้าง
ไอเลือนรางจากน้ำค้างพรางตาฉัน
แสงระยิบพริบของน้ำกับเงาจันทร์
คือโลกแห่ง ความฝัน หรือ ความจริง
ไม่เคยนิ่งเพราะทะเลไม่เคยหลับ
ช่างสมกับ “ชีวิต” ในทุกสิ่ง
เงาแห่งโลก แห่งชีวิตได้แอบอิง
ศูนย์รวมแห่งสรรพสิ่งจริงดั่งตา
ระยะทางกับความห่างนั้นเพียงไหน
ระยะทางของหัวใจสิใกล้กว่า
หากยังเก็บทุกอย่างไว้ในเวลา
คงเป็นเพราะคำว่า “ค่า” ช่างมากมาย
น้ำเคยหน่ายฟากฟ้าไหม .. สักครั้ง?
หรือคอยช่วยเติมพลัง ยามใจหาย
หรือว่ามองด้วยสายตาที่เปล่าดาย
หรือว่าเปี่ยมด้วยความหมายในความคิด
สิ่งที่มองเบื้องหน้านั้นคือสิ่งใด
เจ้าเติมใจข้าได้ไหมในดวงจิต
สำหรับข้าเบื้องหน้าคือชีวิต
นิรมิตใช่แค่เพียงจินตนา
ยามอุษา ร่วงโรยระโหยแรง
ฝากความอุ่นที่ฝังแฝง สิเน่หา
เมื่อครอบครัวกลับพร้อมพรัก – รัก – ปรีดา
งามแห่งค่าจึงมากกว่าหาสิ่งใด
เจ้าห่างกันเพียงไหน ฟ้า กับ น้ำ
หนึ่งคำถาม “รู้ค่ากัน” นั้นบ้างไหม
รู้ความสุขยามใกล้กันในหัวใจ
หารู้ใช่ ระยะทางห่างไกลกัน
จ้องมองไปเบื้องหน้าแห่งฟ้ากว้าง
ระยะทาง จึงเต็มเปี่ยมด้วยรอยฝัน
สะท้อนน้ำคือเงาสพพบดวงจันทร์
ค่าอนันต์ ฉันจึงเก็บไว้ที่ใจ
ความมืดมิด ให้อะไรแก่ใจฉัน
ให้มี “กันและกัน” วันหวั่นไหว
ทอสลักอักษร พรอันใด
ปล่อยให้ใจเผลอพลิ้วไหว .. ใช่เพียงลม
มองออกไปให้สุดตาขอบฟ้ากว้าง
ระยะทางกับความห่างนั้นเพียงไหน
สิ่งที่มองเบื้องหน้านั้นคือสิ่งใด
เจ้าห่างกันเพียงไหน ฟ้า กับ น้ำ
หอมกลิ่นฝน มาดลใจให้สดชื่น
ยามเมื่อตื่นจากนิทราเมื่อฟ้าสาง
ไอสีขาวจับเทือกเขามีหมอกจาง
ไอเบาบาง .. จากน้ำค้างชโลมใจ
หวิวไหวปรายไอผ่านม่านโศก
ลืมโลก .. ทิ้งร้าว-เศร้า-สั่นไหว
มุ่งหน้า .. สู่หนทางอันแสนไกล
วางใจ .. ฝากไว้กับดวงดาว
น้ำค้างพราวพร้อมไอหนาวจากปรอยฝน
ร้อยจงดล .. นิมิตใจฝ่าไอหนาว
แม้สั่นไหว .. ท่ามกลางลม .. อีกคราว
ฝากดวงดาวโอบให้อุ่นด้วยหัวใจ
วันไหวจักก้าวผ่านเพลานี้
สิ่งดีดีคงคู่ใจประดับไว้
ด้วยสมดุล แห่งไออุ่นใจสู่ใจ
ฝ่าโภยภัยจากไอหนาว .. ร้าว .. สั่นคลาย
ปรายตามองดูหยดน้ำ “น้ำฝน”
ชะรอยหล่นร่วงลงดินให้สิ้นหาย
หยดน้ำน้อยจงสร้างสรรค์ .. ใช่ทำลาย
อย่ารู้หน่ายคลายจากจิต .. คิดคลางใจ
สำหรับใครบางคนที่ร้องไห้ด้วยน้ำตา
มองดูคล้ายหยาดฝนที่รินรดมาเป็นสาย
น้ำตาที่ไหลอาบแก้มเพื่อระบาย
ความทุกข์ หรือ สุขมากมายที่เก็บอยู่ในหัวใจ
สำหรับฉันร้องไห้เป็นเสียงหัวเราะ
ฉันไม่รู้เหมือนกันว่ามันไพเราะ หรือเพียงเพราะฉันอยากร้องไห้
เศร้าจนน้ำตาไม่เหลือ มาจุนเจือเผื่อไว้ซึ่งการระบาย
น้ำตาบางใครรินหลั่นเป็นสาย แต่ฉันกลับหัวเราะด้วยความสะใจให้กับหัวใจ ตัวเอง
ในวันที่โลกเหงา แสนเศร้า
แต่ในความเป็นเรา จึงบอกใจเอาไว้ว่าเราเก่ง
ในความเงียบเหงาว่างเปล่า ในคืนหนาวแห่งวังเวง
เสียงแห่งการสั่งสอนว่าให้เก่ง ยังก้องโสตนัยให้ได้ยิน
ไหลรินล่วงหล่นเถิด .. น้ำตา
ขับกล่อมรินรดห้วงอุรา ลบรอยร้าวที่เกิดขึ้นมาเพียงหัวใจให้สิ้น
เสียงแห่งการหัวเราะที่ก้องอยู่ในโสตดั่งคำครวญโอดที่ได้ยลยิน
มันกลับอวลไปด้วยกลิ่น .. ว่าหัวใจดวงนี้มันแสนเศร้า ร้าวฤทัย
อยากร้องไห้ให้หัวใจที่แสนดี
เผื่อว่าวันพรุ่งนี้สิ่งดีดีจะเกิดแล้ว เพื่อเริ่ม .. เริ่มวันใหม่
น้ำตาฉันไหลเป็นเสียงหัวเราะเพราะว่าเศร้าเหงาจับใจ
อยากร้องไห้ .. ขอร้องไห้ได้ไหม ให้หัวใจที่แสนเศร้า “ปวดร้าวเหลือเกิน”